กาลครั้งหนึ่งซึ่งฉันยังเป็นนักเรียน.............................
 
 
 
 
 
 

...สมุดวิชาสังคม

“กรุณาปรับปรุงลายมือ”

 

 

...สมุดวิชาฟิสิกส์

“ค่อยๆคิดโจทย์ ไม่ต้องรีบทำ เพราะลายมือจะอ่านยาก”

 

 

...สมุดวิชาคณิตศาสตร์

“นี่คือ 71 หรือ 21 คะ ปรับปรุงลายมือ จะดีมาก”

 

 

...สมุดวิชาภาษาไทย

“กลับไปคัดโคลงสี่สุภาพบทนี้มาส่งครูสิบบท คัดจนกว่าลายมือจะดีขึ้น”

 

 

...หรือแม้แต่ในสมุดแจ้งผลการเรียนก็ยังมีลายมือของอาจารย์ประจำชั้นเขียนเอาไว้ว่า

“ผลการเรียนพอใช้ นิสัยร่าเริง อัธยาศัยดี เข้ากับเพื่อนๆในห้องได้ดีมาก
ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง 
ผู้ปกครองควรกวดขันเรื่องลายมือ ”

 

 

 

 

 

นี่แหละ ผลงานของฉันช่วงมัธยมปลาย

สมุดเกือบทุกเล่มมักจะมีลายมือของอาจารย์ประจำวิชา

เขียนเอาไว้ด้วยปากกาสีแดง ในทำนองนี้ทั้งสิ้น

ยังดีที่สมุดสมัยอนุบาล ประถม หรือมัธยมต้น ถูกแม่เอาไปชั่งกิโลขายเสียหมดหมด

เหลือเพียงแค่สมุดในช่วงมัธยมปลายเท่านั้นที่ยังหลงเหลืออยู่ในบ้าน

ไม่อย่างนั้นฉันคงต้องนั่งอ่านคำวิจารณ์ของคุณครู อาจารย์ ไปอีกหลายเล่ม

ทั้งๆที่คิดว่า เขียนไปด้วยลายมือที่บรรจงที่สุดแล้ว

แต่ก็ยังไม่ถูกใจอาจารย์อยู่ดีนั่นแหละ

อ้อ...มีแค่วิชาเดียวที่ไม่โดนว่ากล่าว คือวิชาภาษาอังกฤษ

“นี่เราเป็นคนไทยแท้ๆ แต่กลับเขียนอังกฤษสวยกว่าภาษาแม่”

บางทีก็นึกสงสัยว่าทำไมอาจารย์ถึงต้องกวดขันเรื่องลายมือหนักหนา

การบ้านก็ส่งครบ ส่งตรงเวลา แค่ลายมือไม่สวย ทำไมอาจารย์ต้องบ่นด้วยนะ

“คอยดูเถอะ พอเธอไปอยู่มหาวิทยาลัยหรือไปทำงาน เธอจะนึกถึงครู”

อาจารย์มักตอบกลับมาด้วยประโยคทำนองนี้เสมอ...

 

 

 

 

 

แต่ละเรื่องราวในสมัยมัธยมแย่งกันวิ่งเข้ามาในหัว

เมื่อฝากล่องเก็บหนังสือและสมุดตอนมัธยมปลายถูกเปิดออกด้วยมือของฉัน

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องลายมือ ที่บ่งบอกชัดเจนในสมุดแต่ละเล่ม

วีรกรรมสมัยมัธยมของฉันและเพื่อนๆในห้อง ที่ส่วนใหญ่ไม่น่าจะจดจำสำหรับอาจารย์

ครั้งหนึ่งในตอนมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ซึ่งเป็นเทอมสุดท้ายของการเรียน

พวกเราในห้องตกลงกันว่าจะโดดเรียนในคาบภาษาอังกฤษซึ่งเป็นวิชาสุดท้ายของวัน

ถ้าจะพูดให้ถูกจริงๆ ก็ไม่ใช่ทุกคนหรอกที่เห็นด้วยกับความคิดแปลกๆของฉัน

แต่เสียงส่วนใหญ่เป็นเอกฉันท์ เสียงส่วนน้อยเลยต้องเออออตามกันไป

จากที่คิดว่า การโดดเรียนครั้งนี้จะจบลงได้อย่างสวยงาม

แต่กลับผิดคาด และทำให้ทุกคนในห้องจดจำเรื่องราวนี้ไปจนวันตาย...

 

 

 

 

 

“นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖/๔ ทุกคนมาพบครูที่ฝ่ายปกครองด่วน”

เสียงของอาจารย์ฝ่ายปกครองประกาศประโยคเดิมซ้ำอีกครั้งแต่หนักแน่นกว่าครั้งแรก

พวกเราทุกคนหน้าซีดพร้อมกันโดยไม่ต้องนัด

ในที่สุดก็ต้องเดินเกาะกลุ่มไปห้องปกครอง ‘นักโทษถ้าหนีคดีมันคงไม่ดีนัก’

สุดท้ายเลยต้องโดนหวดก้นด้วยไม้เรียวของอาจารย์ฝ่ายปกครองกันถ้วนหน้า

ฉันจะไม่อายขนาดนี้เลย ถ้าสถานที่ที่พวกเราโดนหวดไม่ใช่ประตูหน้าโรงเรียน

ซึ่งเวลาเลิกเรียนแบบนี้ จำนวนผู้ชม ไม่ต้องนับ เพราะคงนับไม่ถ้วน

ชีวิตนี้ ไม่กล้าโดดเรียนอีกแล้ว กลัวววว วว ว

 

 

 

 

 

ฉันเก็บสมุดกลับเข้าที่เดิม

รอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปาก

และ ‘ฉันกำลังหัวเราะคนเดียว’

 

 

 

 

 

ณ ตอนนี้ สถานภาพของฉันเปลี่ยนจากนักเรียน เป็นนิสิต

คำสอนของอาจารย์ทุกๆประโยคเริ่มชัดเจนขึ้นตั้งแต่วันแรกของการเรียนมหาวิทยาลัย

ฉันน่าจะดีใจ...ที่ไม่ต้องฟังเสียงบ่นของอาจารย์เรื่องลายมือแสนสวยของฉัน

ฉันน่าจะดีใจ...ที่ไม่ต้องโดนตรวจผมทุกๆเดือน

ฉันน่าจะดีใจ...ที่พอไม่อยากเรียน ไม่ต้องเข้าเรียนก็ได้

ฉันน่าจะดีใจ...ที่ไม่ต้องเข้าแถวหน้าเสาธงทุกเช้า

ฉันน่าจะดีใจ...ที่สามารถแอบหลับในห้องเรียน โดยไม่ได้ยินเสียงปลุกจากผู้สอน

 

 

 

 

 

มหาวิทยาลัยชื่อดัง ที่ซึ่งเป็นความฝันของฉันและใครหลายๆคน

มีพื้นที่กว้างขวางหลายร้อยไร่ แต่ละอาคารเรียนต่างก็สวยงาม สูงเป็นสิบชั้น

โรงอาหารที่มหาวิทยาลัยติดแอร์ อากาศไม่ร้อนอบอ้าวเหมือนโรงอาหารที่โรงเรียน

แต่จะมีความหมายอะไรในเมื่อ...

ฉันต้องเดินไปเรียนคนเดียว

กินข้าวคนเดียว

เดินกลับหอคนเดียว

 

 

 

 

 

ฉันมีเพื่อน(สนิท)ที่มหาวิทยาลัยน้อยมาก

ที่จริงในมหาวิทยาลัย ฉันรู้จักคนเยอะนะ แต่ที่ไม่รู้จักมีเยอะกว่า

คนที่เรียนมหาวิทยาลัยจะรู้ตรงกันว่า

แม้ว่าจะเรียนสาขาเดียวกัน แต่ก็ไม่ได้เรียนเหมือนกันทุกวิชา  

นั่นคือเหตุผลที่ทำให้บางวัน ฉันต้องเรียนคนเดียว กินข้าวคนเดียว

 

 

 

 

 

ถ้าตอนนี้อาจารย์สมัยมัธยมได้อ่านลายมือของฉัน

ที่เขียนไว้ในชีทเรียนหรือสมุดเลคเชอร์ซึ่งมีเพียงฉันคนเดียวที่อ่านออก

อาจารย์จะบ่นไหมนะ...

 

 

 

 

 

 

 

ศิษย์คนนี้ คิดถึงเสียงบ่นและไม้เรียวของอาจารย์จังเลยค่ะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

........................................................จับฉ่าย.......................................................

 

Comment

Comment:

Tweet

คิดถึงวัยเรียนเลย.. big smile

แต่แอ้รักเพื่อนๆ ตอนเรียนมหาลัยมากกว่าตอน ม.ปลาย ก็เลยคิดถึงสมัยมหาลัยมากกว่า วันๆ มีแต่เรื่องสนุกๆ สุมหัวกันตลอด confused smile

#58 By แอ้ on 2011-12-21 17:30

ไม่มีอะไรจะพูดเพราะมันคือความรู้สึกล้วนๆ

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#57 By ZePhiirus_SPINzEL on 2011-12-21 17:14

วันวานชวนนึกถึงbig smile Hot!

#56 By มาลิกก้าแมน on 2011-12-21 16:59

ลายมือผมก็แย่เหมือนกันฮะ
อาจารย์ยังเคยถามว่า นี่ลายมือหรือลายแทงสมบัติ

Hot! Hot!

#55 By นายอะติม on 2011-12-20 19:16

Hot! TT^TTT

คิดถึงเหมือนกัน

#54 By azurestar ★ on 2011-12-14 21:15

อีกสองปี ไม่สิไม่ถึงสองปีดีด้วยซ้ำ
ก็จะจบมอหกแล้ว รู้สึกไม่อยากจากเพื่อนเลย
ถ้าไม่มีพวกมันคงเหงาน่าดู T T
อยากจบมอปลายไหม มันก็อยากอ่านะ
แต่คงเป็นไปได้ยากที่จะได้เรียนที่เดียวกันกับเพื่อนทุกคน
อาจจะมีซักคนสองคน แต่ปกติเราอยู่กันกลุ่มใหญ่ๆ
เราอยู่กันทั้งห้อง ทั้งสายเรียน ยิ่งคิดยิ่งใจหาย
เวลาก็ผ่านไปเร็วจะตาย แต่ก็ยังไม่อยากคิดเรื่องนั้นนะ
มันหดหู่ 555555555.

รักบทความนี้ ♥
Hot! Hot! Hot!

#53 By maymay. on 2011-12-14 20:18

อ่านแล้วน้ำตาไหลเลยค่ะ
เพราะมันเป็นแบบนั้นจริงๆ
เหมือนเป็นตัวคนเดียว มันรู้สึกแย่มากๆ
ถึงแม้มีเพื่อนที่เดินด้วยกันบ้างแต่ไม่ใช่ตลอดเวลา
บางวิชาก็เดินไปเรียนคนเดียว
เดินกลับหอคนเดียว
ตอนบ่ายเพื่อนไม่มีเรียน แต่เรามีเรียนบ่าย
เราก็ต้องกินข้าวคนเดียว บางทีเขินสายตาคนรอบข้าง ซื้อขนมปังแล้วไปแอบกินในห้องน้ำก็ยังมี

คิดถึงเพื่อนจัง เพื่อนแท้ม.ปลาย ที่คงหาได้ยากมากในมหาวิทยาลัย ไม่น่าเรียนคนละที่เลย

#52 By KikapoOz (161.200.212.104) on 2011-12-14 18:12

คิดถึงช่วงเวลานั้นเหมือนกันค่ะ ช่วงเวลาที่เรียน เล่น และสนุกได้ทุกวัน ช่วงมหาลัยก็ยังมีเวลาที่ดีกับเพื่อนๆ แต่มันก้ ไม่เหมือนมัธยมจริงๆ เรียกได้ว่ารุ่นเราเป็นรุ่นนึงที่ อ. ม. ปลายจำได้ และตอนนี้ยังคิดถึงกันอยู่เสมอ ซึ่งจะแตกต่างจากชีวิตมหาลัย แม้ตอนทำงานก็ไม่มีทางเหมือน

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

ม.ปลาย เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดเลยค่ะ
ความทรงจำที่มีร่วมกับเพื่อนๆเยอะมาก big smile

#50 By あなたを約束 on 2011-12-14 12:10

ช่วงเวลาที่เรียน ม.ปลาย เป็นช่วงเวลาที่จำได้ดีที่สุด เพื่อนก็สนุกที่สุด...

โรงเรียนหญิงล้วนยิ