ลองมองอีกมุม
posted on 08 Feb 2012 01:07 by dew-yimyam directory Fictionลองมองอีกมุม.......................
แด่...มุกดาและครอบครัว แรงบันดาลใจสำคัญในการเขียนเอนทรีนี้
------------------------------------------------------------------------------------------------
ชีวิตคนเราไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะถูกห้อมล้อมด้วยขวากหนามอยู่ตลอดเวลา
ฉันมักจะเรียกเธอว่า “มุกดา” ซึ่งเป็นชื่อจริงของเธอ
แทนที่จะเรียก “ไข่มุก” ชื่อเล่นของเธอ เหมือนที่คนอื่นๆเรียก
ไม่รู้เหมือนกันว่าจะชอบให้เรียกชื่อนี้ไหม ... แต่ก็เรียกไปแล้ว
แน่ล่ะ ไม่ว่าจะเรียก มุกดา หรือ ไข่มุก เธอก็หันหมด
อาจจะเป็นเพราะความบังเอิญ หรือเพราะโชคชะตา
ทำให้ฉันได้รู้จักกับเพื่อนคนนี้
ฉันกับมุกดาเรียนคณะเดียวกัน สาขาวิชาเดียวกัน
“นั่งด้วยสิ” นี้คือประโยคแรกที่เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับมุกดา
ฉันว่า มันเป็นประโยคที่คลาสสิกเอามากทีเดียว แล้วก็ยังเชยด้วย
แต่ก็นั่นแหละ ความเชยก็พาเพื่อนมาให้ฉัน
เราเริ่มคุ้นเคยกันเมื่อไหร่ก็ไม่รู้
... รู้ตัวอีกที เราก็สนิทกันจนลืมไปว่า เพิ่งจะรู้จักกันได้ไม่ถึงสองปี
เวลา ไม่ได้มากำหนดมิตรภาพจริงๆ
มุกดา เกิดและโตที่จังหวัดนครปฐม
เป็นลูกคนที่ห้า ในบรรดาพี่น้องทั้งหมดแปดคน
มีเรื่องหลายๆเรื่องให้ต้องรับผิดชอบ ทำให้เธอดูเป็นผู้ใหญ่เกินวัย
แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาปกติ
มุกดากลับเป็นคนที่หัวเราะดังที่สุดในบรรดาเพื่อนในกลุ่มทั้งห้าคน
ในวันสอบกลางภาควันแรก
แม่ของมุกดาเกิดอาการช็อคด้วยโรคประจำตัวที่เป็นอยู่
มุกดาทราบเรื่อง หลังจากที่สอบวิชาแรกเสร็จ
เธอรีบกลับบ้านทันที โดยมีฉันเพื่อนอีกสองคนตามไปด้วย
...
กลิ่นโรงพยาบาล กลิ่นที่ฉันไม่ชอบเอาเสียเลย
แต่ตอนนี้หญิงวัยกลางคนที่นอนอยู่บนเตียงเบื้องหน้า
ทำให้ลืมเรื่องกลิ่นที่ฉันไม่ชอบไปโดยสิ้นเชิง
แววตาแรกของมุกดาที่เห็นแม่นอนอยู่บนเตียง ดูไม่สดใสนัก
อืม ... ถ้าคนที่นอนอยู่บนเตียงเป็นแม่ของฉัน
ฉันก็คงมีอาการไม่ต่างจากมุกดาเท่าไหร่นัก
แม่ของมุกดารู้สึกตัวหลังจากที่พวกเราไปถึงโรงพยาบาลเกือบสองชั่วโมง
ประโยคแรกที่แม่พูดออกมาคือ
“สอบไม่ใช่หรอลูก”
เท่านั้นแหละ มุกดาที่ว่าเข้มแข็ง บ่อน้ำตาแตกโดยไม่รู้ตัว
หน้าของแม่ซีด ตัวของแม่มีสายระโยงรยางค์เต็มไปหมด
“หนูสอบวิชาแรกเสร็จแล้ว นั่งรถมาหาแม่ก่อน แม่ตื่นแล้ว หนูก็ดีใจ”
น้ำเสียงที่มุกดาพยายามปั้นให้เป็นปกติ ถูกถ่ายทอดออกมา
...
กว่าพวกเรากลับถึงกรุงเทพมหานครก็สี่ทุ่มกว่าแล้ว
“ไปสอบเถอะลูก แม่ดีขึ้นแล้ว เชื่อแม่นะลูก”
ด้วยถ้อยคำด้านบน จึงทำให้พวกเราต้องกลับอย่างขัดไม่ได้
มุกดากำลังพยายามทำให้พวกเราเชื่อว่าเธอยังไหว
ทั้งๆที่ฉันก็รู้ว่า น้ำตาของเธอค้างอยู่ข้างในหลายลิตรแล้ว
ฉันเป็นคนที่ปลอบคนไม่เก่งเอาเสียเลย ฉันรู้ความจริงข้อนี้ดี
ดีไม่ดีอาจจะยิ่งพากันเศร้าไปกันใหญ่
ที่ฉันทำได้คือกอดมุกดาเอาไว้แน่นๆ
มันเป็นสิ่งที่ฉันทำได้ดีที่สุดในตอนนั้น
...
เมื่อเช้านี้เองที่ฉันเห็นรอยยิ้มของมุกดาในรอบสี่วัน
เธอบอกว่า ก่อนจะมาสอบเธอโทรศัพท์คุยกับแม่
แม่อาการดีขึ้นมาก รอดูอาการอีกวันสองวันก็กลับบ้านได้แล้ว
... ยิ้ม ...
รอยยิ้มของมุกดาพุ่งจากริมฝีปากไปถึงดวงตา
มันเป็นรอยยิ้มที่ฉันรอมาหลายวัน
ใช่ ...
ชีวิตคนเราไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะถูกห้อมล้อมด้วยขวางหนามอยู่ตลอดเวลา
ถ้ามัวแต่เครียดกับปัญหา ตาของเราก็จะมัว
ความสามารถในการมองเห็นลดลง จนอาจทำให้มองอย่างอื่นไม่เห็นเลยก็ได้

ลองเปลี่ยนความสนใจดูบ้าง ข้างหน้ายังมีอะไรอีกมากมาย

ลองขยับออกมานิดหนึ่ง
เห็นไหมล่ะ ปัญหาเล็กนิดเดียวเอง ความสุขกินพื้นที่มากกว่าตั้งแยะ

จริงๆแล้ว ไม่ยากเลย
เพียงแค่ ...
ลองเปลี่ยนจุดโฟกัส แล้วก็หมุนเลนส์อีกนิดหน่อย
มุกดา เธอเป็นลูกที่ดีของพ่อแม่
เป็นพี่ที่ดีของน้อง
เป็นน้องที่ดีของพี่
และเป็นเพื่อนที่ดีของพวกเรา
ฉันเชื่อว่า ... ฟ้าไม่ทิ้งคนดีอย่างเธอ
หายไวๆนะคะคุณแม่

คนที่เราเห็นว่าเข้มแข็งบางคนก็เปราะบางกว่าที่เราคิดนะ
#1 By วิหคสีคราม on 2012-02-08 02:20